การประยุกต์ใช้งานในโรงงาน
ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์
Z-80
นายธีรพัทธ์ วรรณาชัยสิทธิ์ 37050911
นางสาวศนิชา คำแก่น 37056835
สารบัญ
ระบบควบคุมความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์
Z-80
คอนโทรลบอร์ด (Control board)
I/O บอร์ด (input / output
board)
display LCD
ฐานเวลา (time base)
คีย์บอร์ด (keyboard)
เอาท์พุตคอนโทรล (output
control)
A/D คอนเวอร์เตอร์
(analog to digital converter)
เซนเซอร์ (sensors)
การควบคุมและการทดสอบการใช้งาน
โปรแกรมมอนิเตอร์
ระบบควบคุมความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ Z-80
ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดและหลักการเบื้องต้นของส่วนประกอบต่าง
ๆ ของระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์
Z-80 ซึ่งโครงสร้างของระบบจะประกอบไปด้วยส่วนต่าง
ๆ ดังบล็อกไดอะแกรม รูปที่ 1

รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างของระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์
Z-80
1. คอนโทรลบอร์ด(Control board)
คอนโทรลบอร์ด เป็นบอร์ดของระบบไมโครโปรเซสเซอร์ขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยระบบพื้นฐานในการทำงานดังนี้
คือ มี z-80 เป็นซีพียูขนาด 8 บิต มี ROM ขนาด 4 กิโลไบต์ (เบอร์
2732A) มี RAM ขนาด 8 กิโลไบต์ (เบอร์ 6264) รวมทั้งวงจรการจัดการถอดรหัส
และยังมี IC เบอร์ 8255 เป็น I/O พอร์ต สำหรับการต่ออุปกรณ์ภายนอก
คอนโทรลบอร์ดเป็นโครงสร้างทางฮาร์ดแวร์อย่างเดียว
ซึ่งจะต้องมีการโปรแกรมเพื่อให้มันทำงานตามต้องการโดยขึ้นอยู่กับลักษณะงานนั้น
ๆ ที่นำไปใช้ โปรแกรมจะเป็นตัวกำหนดความสามารถของคอนโทรลบอร์ดว่าสามารถทำงานได้มากน้อยแค่ไหน
โปรแกรมจะอัดลงเก็บไว้ใน ROM เราเรียกว่าโปรแกรมมอนิเตอร์
(program monitor) ซึ่งเป็นโปรแกรมมอนิเตอร์ทั้งหมดของระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์นี้
ได้แสดงไว้ในส่วนของ Software
ใน RAM จะเป็นที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของโปรแกรม
คือ จากแอดเดรส 2000H - 2029H จะใช้เป็นที่พักข้อมูลของโปรแกรม
จากแอดเดรส 202AH - 3B20H จะเป็นพื้นที่ที่ใช้เก็บข้อมูลของอุณหภูมิและความชื้นที่เก็บเข้ามาทุก
ๆ 1 นาที ในส่วนท้ายของพื้นที่ใน RAM คือจากแอดเดรส
3F00H - 3FFFH จะกันไว้เป็นพื้นที่ของแสต็ก
ส่วน IC เบอร์ 8255 เป็น I/O พอร์ต นั้นจะถูกเซตให้เป็นเอาท์พุทพอร์ตทั้ง
3 พอร์ต ซึ่งพอร์ต A และ C ใช้ในการอินเตอร์เฟชเข้ากับจอแสดงผล
LCD รูปร่างและการต่อเข้ากับส่วนประกอบอื่นของระบบนั้นได้แสดงไว้ในรูปที่
2

รูปที่ 2 ภาพแสดงลักษณะของคอนโทรลบอร์ด
2. I/O บอร์ด (input / output board)
I/O บอร์ดเป็นบอร์ดที่ใช้ขยายส่วนอินพุทและเอาท์พุทของชุดคอนโทรลบอร์ด
โดยใช้ IC เบอร์ 8255 3 ตัวเป็นพอร์ตอินพุท /เอาท์พุท แต่ละพอร์ตจะมี
8 บิตต่อ 1 พอร์ต โดยที่ 8255 แต่ละตัวจะมี I/O
พอร์ตอยู่ 3 พอร์ต A,B และ C ดังนั้นเมื่อเราต่อ
I/O พอร์ตนี้เข้ากับชุดคอนโทรลบอร์ด จะทำให้เราได้
I/O พอร์ต เพิ่มขึ้นมา 72 บิต
IC เบอร์ 8255 แต่ละตัวที่อยู่บน I/O บอร์ด สามารถเซตให้แต่ละพอร์ตเป็นอินพุทหรือเอาท์พุตพอร์ตได้
โดยส่งคอนโทรลเวิร์ด (control word) ไปยังคอนโทรล
พอร์ต (Control port) ส่วนภาพและลักษณะของ I/O บอร์ดดังกล่าวแสดงดังรูปที่
3

รูปที่ 3 ภาพแสดงลักษณะของ I/O บอร์ด
I/O พอร์ตของ 8255 แต่ละตัวนั้นจะต่อเข้ากับส่วนประกอบอื่น
ๆ ของระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นดังนี้
8255 ตัวที่ 1 พอร์ต A,B และ C ถูกเซตให้เป็นอินพุตพอร์ต
แล้วต่อกับ&Eเซตให้เป็นอินพุทพอร์ตต่อกับส่วนคีย์บอร์ด
พอร์ต B จะถูกเซตให้เป็นเอาต์พุตพอร์ตต่อเข้ากับส่วนเอาท์พุตคอนโทรล
(output control) พอร์ต C นั้นว่างไว้เพื่อเอาไว้ขยายระบบได้ในภายน้อย
ชุด I/O บอร์ด กินกระแสไฟมาก จึงไม่เหมาะที่จะใช้ไฟเลี้ยงร่วมกับชุดคอนโทรลบอร์ด
ดังนั้นการต่อชุด I/O บอร์ต เข้ากับชุดคอนโทรลบอร์ดจะต้องตัดขา
VCC ข องทั้ง 2 ชุดให้ขาดออกจากกัน แล้วจ่ายไฟให้ชุด
I/O บอร์ด แยกต่างหากออกไปจากชุดคอนโทรลบอร์ด
3. display LCD
display LCD เป็นส่วนแสดงผลแบบ dot matrix LCD module
ขนาด 1 บรรทัด 16 ตัวอักษร ในตัวมันจะประกอบไปด้วยส่วนประกอบใหญ่
ๆ แบ่งได้เป็นดังนี้
1. dot matrix LCD เป็นตัวแสดงผลให้เรามองเห็นในลักษณะการปิดและการเปิดตัวเองกับแสง
คือส่วนที่เป็นตัวกระจกบรรจุผลึก
2. ไดรเวอร์ (driver) เป็นตัวรับสัญญาณจากตัวควบคุมสู่ผลึก
LCD อีกทอดหนึ่ง
3. คอนโทรลเลอร์ (controller) เป็นตัวรับข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอกมา
และจัดการควบคุม LCD module ให้ทำงานแสดงผลต่าง
ๆ เช่น การลบจอภาพ การสร้างตัวอักษร เป็นต้น
ในการต่อส่วน Display LCD เข้ากับคอนโทรลบอร์ด
เราต่อเข้ากับขา I/O ของ 8255 โดยที่ได้เซตให้พอร์ต
A และ C เป็นเอา*์พุตพอร์ตเพื่อให้พอร์ต A เป็นพอร์ตข้อมูลคอยส่งข้อมูลต่าง
ๆ ให้แก่ display LCD และให้พอร์ตสัญญาณ ( signal port ) ที่จะคอยควบคุมการทำงานต่าง
ๆ ของ display LCD นี้ แสดงรายละเอียดการต่อดังรูปที่
4

รูปที่ 4 การต่อ display LCD เข้ากับชุดคอนโทรลบอร์ด
ขาที่ต่อใช้งานของส่วน display LCD มีดังนี้
1. RS (register selection) เป็นขาเลือกรีจิสเตอร์ภายในซึ่งมีอยู่
2 ตัว คือ IR (instruction register) และ DR (data register) โดยถ้าเป็น
1 เป็นการเลือกข้อมูล และถ้าเป็น 0 เป็นการเลือก
Instruction
2. R/W (read / write) เป็นตัวเลือกว่าเขียนหรืออ่านข้อมูลจากตัว
IC โดยอ่านข้อมูล = 1 ,เขียนข้อมูล = 0
3. E (enable signal) เป็นขากำหนดสภาพการรับเขียนอ่านข้อมูล
แสดงลักษณะสํญญาณทั้ง RS, RW และ E ดังตารางที่1

4. DB0-DB7 เป็นขารับส่งข้อมูลจากตัว
IC
5. VDD ไฟเลี้ยงตัววงจร
6. VSS เป็นขา GND
7. VO เป็นขารับแรงดันในการขับ LCD
ให้สว่างหรือมืด
4. ฐานเวลา (time base)
ฐานเวลาเป็นส่วนที่สร้างสัญญาณนาฬิกาส่งไปยังคอนโทรลบอร์ด
เพื่อเป็นฐานเวลาให้แก่ซีพียู ในที่นี้ใช้ที่ความถี่
10 เฮิรตซ์ รายละเอียดของวงจรและการต่อเข้ากับระบบได้แสดงไว้ดังรูปที่
5

รูปที่ 5 วงจรฐานเวลา
ในการบอกเวลาให้กับซีพียูนั้นอาจจะใช้การอินเตอร์เฟซ
วงจรที่มี IC พวก RTC (real time clock) เช่น MC 146818 เข้ากับซีพียูก็ได้
IC นี้เป็น IC ชนิด CMOS จึงสามารถสำรองแรงดันได้ด้วยแบตเตอรี่ขนาดเล็ก
ถึงแม้เราปิดเครื่องหรือไฟดับ แต่เวลาจริงจะยังคงอยู่ไม่สูญหายไปด้วยและยังคงเดินต่อไปตามปรกติด้วยเวลาที่ถูกต้อง
RTC นี้บอกเวลาได้ตั้งแต่วินาที , นาที , ชั่วโมง
วันในรอบสัปดาห์, วันที่ ,เดือน,
ปี ให้แก่ซีพียูได้อย่างเ*ี่ยงตรงโดยที่ซีพียูเพียงแต่ติดต่อกับ
RTC เหมือนกับติดต่อกับหน่วยความจำหรือพอร์ตเท่านั้น
แต่ในการใช้ RTC กับซีพียู นั้นยุ่งยากและแพงเกินความจำเป็นในการใช้งานกับระบบควบคุมความชื้นและอุณหภูมิโดยไมโครโปรเซสเซอร์
จึงใช้หลักการในการสร้างฐานเวลาให้กับซีพียู
แล้วให้ซีพียูทำการนับเวลาเอง โดยการป้อนสัญญาณ
time base ความถี่ 10 เฮิรตซ์ เข้าที่ขา NMI ของ Z-80
เมื่อสัญญาณตกเป็น L ก็จะเป็นการนอนมาสเคเบิลอินเตอร์รัพต์
ซีพียูก็จะเก็บแอดเดรสของคำสั่งที่ต้องทำงานต่อไปไว้ที่สแตกก่อน
แล้วจึงกระโดดไปที่แอดเดรส 0066 H โดย*ี่ตำแหน่ง
0066H นี้เราเขียนโปรแกรมย่อยให้ซีพียูนับจำนวนครั้งที่มีการนอนมาสเคเบิลอินเตอร์รัพต์
เนื่องจากสัญญาณที่เข้ามามีความถี่
10 เฮิรตซ์ เมื่อนับครบ 10 ครั้งเป็น 1 วินาที ครบ 600 ครั้งเป็น
1 นาที และครบ 6000 ครั้งเป็น 1 ชั่วโมง ค่าที่นับจะเก็บไว้ทีแอดเดรสหนึ่งในแรม
และเมื่อโปรแกรมย่อยทำงานจนหมดแล้วจะกระโดดกลับไปยังแอดเดรสของคำสั่งที่ต้องการทำงานต่อไปซึ่งเก็บไว้ในแสต็กให้ทำงานต่อตามปรกติจนกว่าสัญญาณที่มายังขา
NMI จะตกเป็น L อีกครั้ง
ซีพียูจะใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ในแรมส่วนที่เป็นเวลาจริงเพื่อนำไปแหดงผล
หรือใช้ประกอบกับโปรแกรมส่วนอื่นโดยที่การทำงานของโปรแกรมจะทำไปโดยเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่มีการทำงานของโปรแกรมหลัก
ข้อดีของการบอกเวลาให้กับซีพียูโดยวิธีนี้ก็คือ
มีส่วนประกอบทางด้านฮาร์ดแวร์น้อย ราคาถูก
แต่ก็มีข้อเสียคือ เมื่อปิดเครื่องหรือไฟดับ
เวลาก็จะหายไป เมื่อเปิดอีกครั้งเวลาจะเริ่มที่ศูนย์ใหม่
ซึ่งก็ทำให้ต้องตั้งเวลาทุกครั้งที่มีการปิดเครื่อง
การตั้งเวลาจะใช้ซอฟต์แวร์ในการตั้งเวลาซึ่งโปรแกรมในส่วนนี้ได้แสดงไว้ในภาคผนวก
ก.
5. คีย์บอร์ด (keyboard)
คีย์บอร์ดเป็นส่วนอินพุทอีกส่วนหนึ่งของระบบ
เนื่องจากในที่นี้เราใช้คีย์บอร์ดเพียง
4 คีย์ ดังนั้นจึงต่อเข้ากับอินพท*พอร์ตโดยตรง ในขณะที่ยังไม่กดคีย์
ค่าที่อินพุทเข้าไปจะเป็น H แต่ถ้ากดคีย์
ค่าที่อินพุทเข้าไปจะเป็น L การต่อคีย์บอร์ตเข้ากับระบบของเรานี้จะต่อกับ
PCO-PC3 ของ IC 8255 ตัวที่ 3 บน I/O บอร์ด ซึ่งได้แสดงไว้ดังรูปที่
6

รูปที่ 6 การต่อคีย์บอร์ดเข้ากับระบบ
ในการกดคีย์แล้วปล่อย 1 ครั้ง จะมีปราก®การณ์ที่เรียกว่า
บาวนซ์ ( bounce) หรือ พัลซ์แ©กเกิดขึ้น ซึ่งถ้าเราปล่อยไว้เช่นนี้
ในการกดคีย์ของเรา 1 ครั้ง ซีพียูก็จะเข้าใจว่าเป็นการกดหลายครั้ง
เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการใช้โปรแกรมหน่วงเวลาเข้าช่วย
(debounce) โดยที่เมื่อซีพียูอ่านพบว่ามีการกดคีย์เกิดขึ้นจะทำการหน่วงเวลาไว้ช่วงหนึ่ง
(ในที่นี้ใช้ 10 ไมโครวินาที) ก่อนที่จะมีการอินพุทค่าคีย์ใหม่เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง
และเมื่อซีพียูพบว่ามีการปล่อยคีย์เกิดขึ้นก็จะทำการหน่วงเวลาไว้ช่วงหนึ่งเช่นกัน
โปรแกรมการหน่วงเวลาเข้าช่วยนี้ได้แสดงไว้ในภาคผนวก
ก.
6. เอาท์พุตคอนโทรล (output control)
เอาท์พุทคอนโทรลเป็นส่วนที่เชื่อมต่อมาจากเอาท์พุทของ
IC เบอร์ 8255 เพื่อทำหน้าที่ควบคุมเอาท์พุตที่ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอีกทีหนึ่ง
ในที่นี้มีทั้งหมด 4 ช่อง โดยช่องที่
1 ใช้ควบคุมอุณหภูมิ และช่องที่ 2 ใช้ควบคุมความชื้น
การต่อเข้ากับระบบจะต่อกับ IC 8255 ตัวที่ 3 ของส่วน
I/O บอร์ด ซึ่งจะใช้ PC4 ต่อกับช่องที่ 1 เป็นช่องที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิ
PC5 ต่อกับช่องที่ 2 ที่ใช้ควบคุมความชื้น
ส่วน PC6 และ PC7 จะต่อกับช่องที่ 3 และ 4 ตามลำดับ ซึ่งเป็นช่องที่ปล่อยว่างไว้สำหรับการขยายระบบในภายภาคหน้า
วงจรและการต่อเข้ากับระบบได้แสดงไว้ดังรูปที่
7

รูปที่ 7 วงจรส่วนเอาท์พุตคอนโทรล และต่อเข้ากับระบบ
ถ้าค่าที่ส่งมาจากพอร์ตซึ่งเป็นค่าที่แลตช์ไว้นั้นเป็น
'H' จะเป็นการกระตุ้น opto coupler (MOC 3020) ให้ส่งกระแสไปทริก
(MAC 210A6FP) ทำให้ช่องนั้น ๆ มีไฟ ( 220 โวลต์ on)
และถ้าค่า*ี่ส่งมาจากพอร์ตเป็น 'L' จะทำให้ช่องนั้นเป็น
off
7. A/D คอนเวอร์เตอร์ (analog to digital converter)
ในส่วนนี้เป็นการแปลงสัญญาณแอนะลอกที่รับมาจากหัววัดอุณหภูมิและความชื้น
ให้เป็นสัญญาณทางดิจิตอล เพื่อส่งให้ซีพียูรับไปประมวลผลอีกทีหนึ่ง
ในการทำวงจร A/D คอนเวอร์เตอร์จะมี IC สำหรับวงจรนี้ให้เลือกใช้หลายเบอร์
ในส่วน A/D คอนเวอร์เตอร์ของระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์
ได้เลือกใช้ IC เบอร์ 7107 มาทำเป็นดิจิตอลโวลต์มิเตอร์
(digital voltmeter) สำหรับรับค่าแรงดันจากหัววัดอุณหภูมิแล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลเพื่อส่งไปให้ซีพียู
และใช้ IC เบอร์ 7107 อีกตัวมาทำเป็นดิจิตอลแอมมิเตอร์
(digital ammeter) สำหรับรับวัดค่ากระแสจากหัววัดความชื้น
การต่อวงจรดิจิตอลโวลต์มิเตอร์และดิจิตอลแอมมิเตอร์นั้นต่างกันเพียงเล็กน้อยคือจากวงจรดิจิตอลโวลต์มิเตอร์
สามารถแปลงให้เป็นดิจิตอลแอมมิเตอร์ได้โดยเพียงต่อความต้านทาน
1 โอห์ม คร่อมที่ขาอินพุทของวงจร ค่าที่วัดได้จะเป็นค่าของกระแสทันที
ดิจิตอลโวลต์มิเตอร์จะวัดค่าแรงดันได้ในช่วง
0-999 มิลลิโวลต์ และดิจิตอลแอมมิเตอร์จะวัดค่ากระแสอยู่ได้ในช่วง
0-999 มิลลิแอมแปร์ตามตัวอย่าง
8. เซนเซอร์ (sensors)
ในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยไมโครโปรเซสเซอร์นี้
ได้มีการใช้หัววัดอยู่ 2 ชนิดคือ หัววัดอุณหภูมิและหัววัดความชื้น
มีรายละเอียดและการใช้งานดังต่อไปนื้
1. หัววัดอุณหภูมิ (temperature sensor) นั้นมีใช้อยู่มากมายหลายชนิด
แต่นิยมใช้โดยทั่วไปนั้นแบ่งออกได้เป็น
4 ชนิด
เทอร์มิสเตอร์ (thermistor) เป็นหัววัดอุณหภูมิชนิดสารกึ่งตัวนำ
มีความต้านทานที่แปรผกผันกับอุณหภูมิ และมีค่าความไว
(sensitivity) สูง แต่จะไม่มีความเป็นเชิงเส้น
(non-linear)
RTD (resistance temperature detector) เป็นหัววัดอุณหภูมิอีกชนิดหนึ่งทำมาจากโลหะเป็นตัวต้านทานที่แปรผันตรงกับอุณหภูมิ
มีความไวต่ำ แต่จะตอบสนองอย่างเป็นเชิงเส้นได้ในช่วงกว้าง
โลหะที่นิยมใช้ได้แก่แพลตทินัม
เทอร์โมคับเปิล (thermocouple) เป็นอุปกรณ์วัดความร้อนที่มี
2 ขา ซึ่งเป็นโลหะหรือโลหะผสม (alloy) ที่ไม่เหมือนกัน
2 ชนิดนำมาเชื่อมเข้าด้วยกัน ที่ปลายข้างหนึ่งเป็นหัววัดอุณหภูมิ*ี่ได้เลือกใช้ในระบบควบคุมความชื้นและอุณหภูมินี้
โดยใช้ IC เบอร์ LM 335 ของ National Semiconducor เป็นหัววัดอุณหภูมิ
IC ที่ให้เอาท์พุตเป็นแรงดันจะทำงานเหมือนเป็น
two terminal zener diode และมีแรงดันเบรกดาวน์ (breakdown
voltage) เป็นสัดส่วนโดยตรงกับอุณหภูมิ มีความไวเท่ากับ
+10 มิลลิโวลต์/เคลวิน สามารถใช้วัดได้ในย่านอุณหภูมิตั้งแต่
0-100 องศาเซลเซียส
ในอากาศ LM355 ต้องใช้เวลาประมาณ 3 นาที ที่จะมีค่าอุณหภูมิสุดท้าย
หลังจากที่อุณหภูมิได้เปลี่ยนแปลงไป และค่าไดนามิกอิมพีแดนซ์น้อยกว่า
1 โอห์ม ที่ความถี่สูงกว่า 1 กิโลเฮิรต์ แต่มีค่าเพิ่มเป็น
20 -30 โอห์ม ที่ความถี่ 100 กิโลเฮิรตช์
ส่วนวงจรที่ใช้แสดงไว้ดังรูปที่
8 วงจรนี้จะใช้เอาท์พุตเป็นแรงดัน 10
มิลลิโวลต์ / องศาเซลเซียส ซึ่งเราจะนำเอา*์พุตของวงจรนี้ไปเข้าวงจร
A/D คอนเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงเป็นข้อมูลทางดิจิตอลส่งให้ซีพียูประมวลผลต่อไป

รูปที่ 8 วงจรของหัววัดอุณหภูมิ
LM335
2. หัววัดความชื้น (humidity sensor) ในระบบควบคุมความชื้นและอุณหภูมิด้วยไมโครโปรเซสเซอร์
ได้ใช้หัววัดความชื้นของบริษัท Eliwell
เป็นหัววัดความชื้นแบบ capacity ใช้หลักการว่า
เมื่อความชื้นเปลี่ยนไป ค่า capacity ของหัววัดก็เปลี่ยนไปด้วย
ในหัววัดนี้ได้ต่อเป็นวงจร R-C oscillator
ดังรูปที่ 9 เมื่อป้อนแรงดันคงที่แก่วงจร
ก็จะให้ความถี่ค่าหนึ่งออกมาและเมื่อค่า
capacity เปลี่ยนไปเนื่องจากความชื้น ค่าความถี่ก็เปลี่ยนไปด้วย

รูปที่ 9 วงจร R-C oscillator
เมื่อนำเอาความถี่นี้เข้าวงจร
F/V คอนเวอร์เตอร์ เราจะได้ค่าเอาต์พุตออกมาเป็นกระแสที่ขึ้นอยู่กับความชื้น
ซึ่งหัววัดนี้ประกอบไปด้วยวงจรทั้งหมดที่กล่าวมา
ดังที่แสดงไว้ในบล็อคไดอะแกรมรูปที่ 10
ซึ่งหัววัดจะใช้ไฟเลี้ยง 12-18 โวลต์ มีความไวเท่ากับ
1 มิลลิแอมแปร์ต่อความชื้น 5 เปอร์เซนต์ และสามารถวัดค่าได้แม่นยำอยู่ในช่วงความชื้น
20-90 เปอร์เซนต์

รูปที่ 10 บล็อคไดอะแกรมของวงจรภายในหัววัดและการต่อใช้งาน
9. การควบคุมและการทดสอบการใช้งาน
1. การทำงานของไมโครโปรเซสเซอร์ การทำงานที่มีประสิทธิภาพจริง
ๆ จะอยู่ที่โปรแกรมการทำงาน ดังนั้นโปรแกรมการทำงานจึงเป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่ง
หลักการทำงานของโปรแกรมระบบควบคุม
แสดงรายละเอียดดังรูปที่ 11
2. หลักการควบคุมและหลักการใช้งาน
สามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ภายนอกได้
4 ช่อง และมีตัวตรวจจับ 2 ชนิดคือ อุณหภูมิและความชื้น
การใช้งานแยกได้ 2 ส่วนดังนี้
ก. การใช้งานพื้นฐาน เครื่องควบคุมสามารถใช้งานเป็นมิเตอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นได้ตามปรกติ
ซึ่งเครื่องจะเก็บข้อมูลทุก ๆ 1 นาที โดยเก็บข้อมูลไว้ที่หน่วยความจำ
สามารถเรียกดูได้ทางจอแสดงผล และนำข้อมูลที่ได้มาทำเป็นกราฟเก็บไว้เป็นสถิติใช้ในการพยากรณ์อากาศได้
แสดงการต่อใช้งานดังรูปที่ 12

รูปที่ 12 แผนผังแสดงการใช้งานเป็นมิเตอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ
ข. การใช้งานในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
การใช้งานของเครื่องนั้นขึ้นอยู่กับการต่ออุปกรณ์ภายนอกเป็นสำคัญ
เช่น ปั๊มลม ปั๊มน้ำ พัดลม เครื่องทำความเย็น (cooling)
หรือ เครื่อง*ำความร้อน (heater) โดยอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ควบคู่กันตามความต้องการของการใช้งาน
แสดงแผนผังการต่อใช้งานดังรูปที่
13

ข. การใช้งานในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
การใช้งานของเครื่องนั้นขึ้นอยู่กับการต่ออุปกรณ์ภายนอกเป็นสำคัญ
เช่น ปั๊มลม ปั๊มน้ำ พัดลม เครื่องทำความเย็น (cooling)
หรือ เครื่อง*ำความร้อน (heater) โดยอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ควบคู่กันตามความต้องการของการใช้งาน
แสดงแผนผังการต่อใช้งานดังรูปที่
13

รูปที่ 13 แผนผังการต่อใช้งานอุปกรณ์ภายนอก
โดย M1, M2, M3 และ M4 อาจเป็นปั๊มลม ปั๊มน้ำ พัดลม
เครื่องทำความเย็น หรือเครื่องทำความร้อนก็ได้
ซึ่งก็แล้วแต่การใช้งาน แสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้
การใช้งานในการควบคุมความชื้น
การทำงานของระบบการควบคุมความชื้นที่ใช้ในการสร้างความชื้นในระบบได้ใช้อุปกรณ์ภายนอก
2 อย่าง คือ ปั๊มลม และปั๊มน้ำ โดยทั้ง 2 อย่างนี้จะทำงานควบคู่กัน
ซึ่งเป็นการทำงานของระบบ©ีดฝอย
เพื่อทำความชื้นในอากาศให้ได้ตามต้องการแสดงรายละเอียดการต่ออุปกรณ์ความชื้นดังรูปที่
14

รูปที่ 14 แสดงการต่ออุปกรณ์ควบคุมความชื้น
การทำงานเมื่อความชื้นในระบบที่จะควบคุมนั้นมีความชื้นไม่ถึงตามค่าที่ตั้งไว้
เมื่อได้รับสัญญาณจากหัววัดความชื้น
เครื่องควบคุมนั้นจะส่งสัญญาณไปเปิดวาล์วปั๊มลมทางด้านเอาท์พุตให้ทำงาน
โดยไป©ีดน้ำในถึ่ง©ีดเป็นฝอยในระบบโรงเรือน
เมื่อความชึ้นในระบบถึงค่าความชื้นที่ตั้งเครื่องควบคุมจะส่งสัญญาณไปปิดวาล์วทางด้านเอาท์พุต
ดังนั้นปั๊มลมก็เริ่มทำงานใหม่พร้อมกับปั๊มน้ำ
จนความดันลมเท่ากับที่ตั้งไว้ ในขณะที่ปั๊มลมและปั๊มน้ำเริ่มทำงานใหม่นั้น
เครื่องควบคุมไม่มีการส่งสัญญาณไปให้โซลีนอยด์วาล์วทางด้านเอาท์พุตของปั๊มเพื่อไปอัด©ีดน้ำในถังเก็บน้ำ
ถึงแม้ว่าความชื้นจะไม่ถึงค่าที่ตั้งไว้ก็ตาม
หากหยุดส่งสัญญาณของเครื่องควบคุมนั้นได้จากการตรวจเช็คโซลีนอยด์วาล์วของปั๊มทางด้านอินพุต
ซึ่งการทำงานจะวนอยู่อย่างนี้ตลอดไป
การใช้งานควบคุมอุณหภูมิ ในการใช้งานด้านควบคุมอุณหภูมินั้นยังไม่สามารถที่จะเก็บข้อมูลมาได้เนื่องจากอุปกรณ์ภายนอกและระบบโรงเรือนที่ได้สร้างขึ้นไม่พร้อมที่จะทำงาน
ซึ่งเกิดจากระบบโรงเรือนที่ได้สร้างขึ้นไม่เหมาะสมต่อการติดตั้งอุปกรณ์ที่ควบคุมอุณหภูมิ
และระยะเวลาในการติดตั้งระบบควบคุมนั้นจำกัด
เนื่องจากไปติดตั้งที่ อำเภอท่าศาลา จังหวัด
นครศรีธรรมราช ทำให้การทำงานไม่สะดวก
ดังนั้นจึงไม่สามารถเก็บข้อมูลทางอุณหภูมิได้
3. ข้อมูลจาการทดลอง การเก็บข้อมูลได้เก็บที่อำเภอท่าศาลา
จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลา
2 วัน โดย
วันที่ 1 เก็บข้อมูลโดยไม่ได้ควบคุมความชื้น
เป็นการเก็บความชื้นโดยตรงจากอากาศ
วันที่ 2 เก็บข้อมูลโดยการควบคุมความชื้น
ก. ข้อมูลจากการไม่ได้ควบคุมความชื้น
ทำการเก็บข้อมูลโดยตรงจากอากาศภายในเวลา
1 วันได้นำข้อมูลมาสร้างกราฟ แสดงไว้ดังรูปที่
15

รูปที่ 15 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาตั้งแต่
0.00 น. -24.00 น.
จากรูปที่ 15 จะเห็นว่ากรณีที่ไม่ได้ควบคุมความชื้น
ความชื้นภายในช่วงเวลา 11.30 น. -14.30 น.
ต่ำถึง 40 เปอร์เซนต์ และช่วงเวลากลางคืนตั้งแต่เวลา
20.00 น. - 6.00 น. ความชื้นจะสูงถึง 85 เปอร์เซนต์
โดยวันที่*ำการเก็บข้อมูล สภาพอากาศเป็นปรกติ

รูปที่ 16 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาตั้งแต่
8.00 - 11.30 น.
ข. ข้อมูลจากการควบคุมความชื้น โดยจะเก็บข้อมูลเป็นเวลา
1 วัน เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของชุดควบคุม
การควบคุมความชื้นนั้นจะดูจากความต้องการของพืชเป็นหลัก
และดูจากสภาพอากาศและความชื้นขณะนั้นโดยทำการควบคุมความชื้นไว้
2 ช่วง คือ ช่วงเวลา 11.30 น. -14.30 น. ไว้ที่ความชื้น
55 เปอร์เซนต์ และช่วงเวลา 8.00 น. - 11.29 น. ไว้ที่ความชื้น
65 เปอร์เซนต์ แสดงรายละเอียดดังกราฟรูปที่
16 และ 17 ตามลำดับ

รูปที่ 17 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับเวลาตั้งแต่
11.30 น. - 14.30 น.
จากกราฟจะเห็นว่าช่วงเวลา 8.00 น. -
11.29 น. ความชื้นภายในระบบมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมออยู่ในย่านของความชื้นที่เซตค่าไว้
จะเป็นเช่นเดียวกับช่วงเวลา 14.31 น. - 18.00 น.แต่ช่วงเวลา
11.30 น. - 14.30 น. ความชื้นภายในระบบโรงเรือนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ปั๊มต้องทำงานหนักเพื่อรักษาความชื่อให้คงที่
แต่ก็ยังสามารถทำงานได้ดีเมื่อกำลังปั๊มลมและปั๊มน้ำที่ใช้มีขนาด
1.5 แรงม้า และพื้นที่ในการควบคุมมีขนาด
100 ตารางเมตร เมื่อเปรียบเทียบการทำงานของระบบควบคุมจะเห็นว่าความชื้นที่ไม่ได้ควบคุม
40 เปอร์เซนต์ เมื่อทำการควบคุมความชื้นไว้ที่
55 เปอร์เซ็น การทำงานของระบบควบคุมก็ยังสามารถทำงานได้เป็นปกติ
รักษาความชื้นได้ แต่ค้าควบคุมความชื้นมากกว่านี้
พบว่าปั๊มทำงนหนัก อาจทำให้ปั๊มลมเกิดการเสียหายได้
ซึ่งการทำงานของเครื่องควบคุมนั้นขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ภายนอกเป็นส่วนสำคัญ