ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเลคตรอนิกส์ซึ่งมีรอยต่อของสารกึ่งตัวนำ
pn จำนวน 2 ตำแหน่ง
จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ทรานซิสเตอร์รอยต่อไบโพลาร์
(Bipolar Juntion Transistor(BJT))
ประเภทของทรานซิสเตอร์
(Type of Transistors)
ทรานซิสเตอร์แบ่งตามโครงสร้างได้
2 ประเภท คือ
ทรานซิสเตอร์แบบ
npn (npn Transistor) และทรานซิสเตอร์แบบ
pnp
(pnp Transistor)
ทรานซิสเตอร์แบบ
npn ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด
n จำนวน 2 ชิ้นต่อเชื่อมกับสารกึ่งตัวนำชนิด
p จำนวน 1 ชิ้น
แสดงสัญลักษณ์เป็นดังรูป
ทรานซิสเตอร์แบบ
pnp ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด
p จำนวน 2 ชิ้นต่อเชื่อมกับสารกึ่งตัวนำชนิด
n จำนวน 1 ชิ้น
แสดงสัญลักษณ์เป็นดังรูป
กระแสและแรงดันของทรานซิลเตอร์
(Transistor Current and Voltage)
เนื่องจากทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีขั้ว
3 ขั้ว คือ ขั้วคอลเลคเตอร์
(Collector;C), ขั้วเบส (ÚBase;B)
และขั้วอิมิเตอร์
(Emitter;E) จึงมีกระแสและแรงดันทรานซิสเตอร์หลายค่า
ดังนี้
กระแสของทรานซิสเตอร์
ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งถูกควบคุมด้วยกระแสเบส
[Base Current; IB] กล่าวคือ
เมื่อ IB มีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียง
เล็กน้อยก็จะทำให้กระแสอิมิเตอร์
[Emitter Current; IE] และกระแสคอลเลคเตอร์
[Collector Current; IC] เปลี่ยนแปลงไปด้วย
นอกจากนี้ถ้าเราเลือกบริเวณการทำงาน
(Operating Region) หรือทำการไบอัสที่รอยต่อของทรานซิสเตอร์ทั้ง
2 ตำแหน่ง ให้เหมาะสม
ก็จะได้ IE และ
IC ซึ่งมีขนาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับ
IB
&n
bsp;  
;
IE = IB + IC
สมการที่
2-a
 
; &n
bsp;
IC
~ IE
สมการที่
2-b
แรงดันของทรานซิสเตอร์
ขณะต่อทรานซิสเตอร์เพื่อใช้กับงานจริง
มีแรงดันไฟฟ้าหลายประการเกิดขึ้น
ดังนี้
VCC , VEE, และVBB
เป็นแรงดันไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง
VC , VB และ VE
เป็นแรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จากขั้ว
C, B และ E
VCE , VBE และVCB
เป็นแรงดันไฟฟ้าที่วัดได้ระหว่างขั้วที่ระบุตามตัวห้อย
กรณีไม่ได้รับการไบอัส
ขณะทรานซิสเตอร์ไม่ได้รับการไบอัส
จะเกิดบริเวณปลอดพาหะ
(Depletion Region) ที่รอยต่อทั้งสอง
การทำงานที่บริเวณอิ่มตัว
จากสมการที่1
ทำให้ทราบว่าถ้าค่า
IB เพิ่มขึ้น
IC ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อ IC เพิ่มขึ้นจนถึงค่าสูงสุด
หรือ
เรียกว่า
ทรานซิสเตอร์เกิดการอิ่มตัว
ณ ตำแหน่งนี้ค่า
IC จะเพิ่มตามค่า
IB ไม่ได้อีกแล้ว
การหาค่า IC
ทำได้โดยใช้
VCC หารด้วยผลรวมของความต้านทานที่ขั้วคอลเลคเตอร์
(RC) กับความต้านทาน
ที่ขั้วอิมิตเตอร์(RE)
ดังรูป
สมมติค่า VCE
ของทรานซิสเตอร์ขณะอิ่มตัว
มีค่า 0.3 V (ซึ่งต่ำกว่า
VBE ที่มีค่า0.7
V) บริเวณรอยต่อคอลเลคเตอร์-เบส
จะได้รับการไบอัสตรงด้วยผลต่างระหว่างแรงดัน
VBE กับ VCE (เท่ากับ
0.4 V) กระแสไฟฟ้า
IE, IC และ IB จะมีทิศทาง
ดังรูป
การทำงานที่บริเวณแอกตีฟ
การต่อแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้ทรานซิสเตอร์ทำงานในบริเวณแอกตีฟเป็นการแอกตีฟเป็นการไบอัสตรงที่รอยต่อ
อิมิตเตอร์-เบส
และไบอัสกลับที่รอยต่อคอลเลคเตอร์-เบส
ดังรูป
ค่าพิกัดของทรานซิสเตอร์
ค่าพิกัดของทรานซิสเตอร์มีหลายประเภท
ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงค่าพิกัดเฉพาะบางประเภทอันเป็นพื้นฐาน
สำคัญสำหรับการนำทรานซิสเตอร์ไปใช้วานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายใด
ๆ ซึ่งได้แก่
พิกัดเบตา
ไฟฟ้ากระแสตรง,
พิกัดอัลฟาไฟฟ้ากระแสตรง,
พิกัดกระแสไฟฟ้าสูงสุด
และพิกัดแรงดันไฟฟ้าสูงสุด
เบตาไฟฟ้ากระแสตรง
(DC BETA)
พิกัดเบตาไฟฟ้ากระแสตรงของทรานซิสเตอร์ซึ่งมักเรียกสั้น
ๆ ว่าเบตา เป็นอัตราส่วนของ
IC ต่อ IB เขียน
เป็นสมการได้ดังนี้
คือ
 
;
Beta = IC
/ IB &n
bsp;  
;
สมการที่ 3
วงจรทรานซิสเตอร์ส่วนมากมีสัญญาณอินพุตจ่ายให้ขั้วเบส และสัญญาณเอาต์พุตออกจากขั้วคอลเลคเตอร์ เบตาของทรานซิสเตอร์จึงเป็นสัญลักษณ์แทนอัตราขยายกระแส dc (dc Current Gain) ของทรานซิลเตอร์
จากสมการ 1 และ 3 หาค่ากระแสอิมิตเตอร์ได้ ดังนี้
&n
bsp;  
;
IC = Beta * IB &nb
sp;
สมการที่
4
 
; &n
bsp;
IE = IB + IC
 
; &n
bsp;
= IB+ Beta*IB &nbs
p;
&
nbsp; &nbs
p;
IE = IB (1+Beta) &
nbsp;
สมการที่
5
เราใช้เบตาและกระแสไฟฟ้าที่ขั้วใดขั้วหนึ่งหาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขั้วอื่น
ๆ ได้
อัลฟาไฟฟ้ากระแสตรง
(DC Alpha)
พิกัดอัลฟาของทรานซิสเตอร์
ซึ่งมักเรียกสั้น
ๆ ว่า อัลฟา
คือ อัตราส่วน
IC ต่อ IE เขียนเป็น
สมการได้ ดังนี้
&nbs
p;
Alpha = IC / IE
สมการที่
6
เมื่อนำกฎกระแสไฟฟ้าของเคอร์ชอฟฟ์มาร่วมพิจารณา
จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าที่
ขั้วทั้งสามของทรานซิสเตอร์เป็นดังสมการ
1 คือ
 
;
IE = IB+IC
 
;
IC = IE-IB
เนื่องจาก IC
มีค่าต่ำกว่า
IE (เป็นปริมาณเท่ากับ
IB) ดังนั้น
Alpha หรือ IC/IE
จึงมีค่าต่ำกว่า
I จากสมการที่
6 ทำให้ได้
 
;
IC = Alpha * IE &n
bsp;
สมการที่
7
จากความสัมพันธ์ดังกล่าว หาค่า IB ได้ดังนี้
Alpha = IC / IE
เขียนสมการใหม่โดยใช้สมการที่4 แทนค่า IC และสมการที่5 แทนค่า IE
& nbsp; Alpha = Beta / ( 1+ Beta ) & nbsp; สมการที่ 9
  ; IE = ( Beta + 1)*IB &nbs p; สมการที่ 10
พิกัดกระแสไฟฟ้าสูงสุด
 
;
สเปคของทรานซิสเตอร์ระบุค่าพิกัดสูงสุดของกระแสคอลเลคเตอร์
[IC(max)] ไว้เสมอ
 
;
IC (max) หมายถึง
กระแสคอลเลคเตอร์สูงสุดที่ทรานซิสเตอร์ทนได้โดยไม่ทำให้เกิดความร้อนจน
ทรานซิสเตอร์
เสียหาย ดังนั้นการนำทรานซิสเตอร์ไปใช้งานต้องระวังไม่ให้ค่า
IC สูงกว่า IC(max)
 
;
ค่า IC(max) จะขึ้นอยู่กับค่ากระแสเบสสูงสุด
[IB(max)] ดังนี้
IB(max) = IC(max) / Beta (max) &nbs p; สมการที่ 11
พิกัดแรงดันไฟฟ้าสูงสุด
 
;
สเปคของทรานซิสเตอร์ส่วนมากจะระบุค่าพิกัดสูงสุดของแรงดันที่ขั้วคอลเลคเตอร์-เบส
[VCB (max) ]
 
;
VCB(max) หมายถึง
แรงดันไบอัสกลับที่ใช้กลับที่ใช้กับรอยต่อคอลเลคเตอร์-เบสได้โดยไม่ทำให้
ทรานซิสเตอร์เสียหาย
ดังนั้นการนำทรานซิลเตอร์ไปใช้งานจึงต้องระวังไม่ให้
VCB สูงกว่า VCB(max)
การจัดโครงสร้างของทรานซิสเตอร์พื้นฐาน
 
;
(Basic Transistor Configuration)
เราทราบว่าโครงสร้างของทรานซิสเตอร์มีจำนวนทั้งหมด
3 ขั้ว จึงจัดโครงสร้างให้อยู่ในรูปวงจรได้
3 แบบ คือ
ชื่ออิมิตเตอร์ร่วมเป็นนัยแสดงว่าแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าทั้งสองมีจุดต่อร่วมกับขั้วอิมิตเตอร์
วงจรอิมิตเตอร์ร่วมมีอัตราขยายกระแสและอัตราขยายแรงดันไฟฟ้าสูงและมีการเลื่อนเฟสแรงดัน
ac
อินพุตไปยังเอาต์พุต
เป็นมุม 180 องศา
วงจรคอลเลคเตอร์ร่วมหรือวงจรตามสัญญาณอิมิตเตอร์
 
;
(Common Collector or Emitter Follower)
วงจรคอลเลคเตอร์ร่วมหรือวงจรตามสัญญาณอิมิตเตอร์เป็นวงจรที่มีการจ่ายอินพุตให้
ขั้วเบสและเอาต์พุตออกจากขั้วอิมิตเตอร์
วงจรเบสร่วม
&n
bsp;
(Common Base)
วงจรเบสร่วม เป็นวงจรที่มีการจ่ายอินพุตให้ขั้วอิมิตเตอร์ และเอาต์พุตออกจากขั้วคอลเลคเตอร์ ชื่อเบสร่วมเป็นนัยแสดง ให้ทราบว่าขั้วเบสเป็นจุดต่อร่วมกับแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าทั้งสองวงจรเบสร่วมใช้มากในงานที่ต้องการความถี่สูง มีอัตราขยายกระแสไฟฟ้าต่ำ อัตราขยายแรงดันไฟฟ้า สูง และแรงดัน ac อินพุตกับแรงดัน ac เอาต์พุต Inphase กัน
เคอร์ฟคุณลักษณะของทรานซิสเตอร์
(Transistor Characteristic Curves)
ในหัวข้อนี้จะพิจารณาเคอร์ฟคุณลักษณะที่ใช้อธิบายการทำงานของทรานซิลเตอร์
ซึ่งประกอบ
ด้วย เคอร์ฟคอลเลคเตอร์
เคอร์ฟเบส (ไม่พิจารณาเคอร์ฟของอิมิตเตอร์
เนื่องจากมีคุณลักษณะเหมือนกัลคอลเลคเตอร์)
และเคอร์ฟาเบตา
เคอร์ฟคอลเลคเตอร์
(Collector Curves)
เคอร์ฟคอลเลคเตอร์แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
IC IB และ VCE
ดังรูป สังเกตได้ว่าเคอร์ฟแบ่ง
ออกเป็น
3 ส่วน คือ
ถ้าเราเพิ่มค่า
IB จาก 100 uA เป็น
150 uA ก็จะได้เคอร์ฟเป็นดังรูป
และหากเปลี่ยแปลง
IB หลาย ๆ ค่าก็จะได้เคอร์ฟคอลเลคเตอร์
ดังรูป
เคอร์ฟเบส (Base
Curves)
เคอร์ฟเบสของทรานซิสเตอร์แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
IB กับ VBE ดังรูป
จะเห็นได้ว่าเคอร์ฟนี้
มีลักษณะคล้ายกัลเคอร์ฟของไดโอดขณะได้รับไบอัสตรง
เคอร์ฟเบตา
(Beta Curves)
เคอร์ฟเบตาแสดงลักษณะที่เบตาไฟฟ้ากระแสตรงเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิและIC
ดังรูป
จะเห็นได้ว่าขณะอุณหภูมิ(T) = 100 C ํ เบตาจะมีค่ามากกว่าขณะอุณหภูมิ(T)= 25 C ํ นอกจากนี้แบตายังลดลงเมื่อ IC เปลี่ยนแปลงต่ำกว่าและสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้อีกด้วย
ข้อจำกัดในการทำงาน
(Limits of Operation)
เราทราบว่าเคอร์ฟคุณลักษณะของทรานซิสเตอร์ประกอบด้ย
3 บริเวณ(ไม่รวมบริเวณเบรกดาวน์)
คือบริเวณแอกตีฟ,
คัตออฟ และอิ่มตัว
ถ้าต้องการได้สัญญาณเอาต์พุตที่ดีที่สุด
ไม่เพี้ยนหรือบิดเบี้ยว
ต้องกำหนดบริเวณการทำงาน
ให้อยู่ในย่านแอกตีฟเท่านั้น
จากหัวข้อที่ผ่านมา
ทำให้ทราบว่าการนำทรานซิสเตอร์ไปใช้งานโดยไม่เกิดความเสียหายนั้น
จะต้องมีค่า
IC ต่ำกว่า IC(max)
และค่า VCB ต่ำกว่าVCB(max)นอกจากนั้นค่า
VCE ที่ใช้งานต้องต่ำกว่า
VCE(max) ด้วย
เคอร์ฟคอลเลคเตอร์
เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าง
IC กับ VCE เส้นแนว
ตั้งของเคอร์ฟที่ตำแหน่ง
VCE(sat) และ VCE(max) เป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดขอบเขตการทำงานของทรานซิสเตอร์ในบริเวณแอกตีฟ
ตำแหน่ง VCE(sat) เป็นตัวกำหนดค่า
VCE ต่ำสุดที่ใช้งานได้
คือบอกให้ทราบว่าการทำงาน
ของทรานซิสเตอร์ตั้งแต่ค่านี้เป็นต้นไปไม่อยู่ในบริเวณอิ่มตัว
ส่วนตำแหน่ง
VCE(max) เป็นตัวกำหนดค่า
VCE สูงสุดที่ใช้งานได้
คือบอกให้ทราบว่าการ
ทำงานของทรานซิสเตอร์ไม่อยู่ในบริเวณเบรกดาวน์
ตัวบ่งบอกขอบเขตการใช้งานของทรานซิสเตอร์นอกเหนือจาก
VCE(sat) และ VCE(max)
คือ กำลังสูญเสียสูงสุด
PC(max) ซึ่งหาค่าได้จาก
PC(max) = VCE(max)* ICE(max)
 
;
สำหรับคุณลักษณะของทรานซิลเตอร์ในรูป
 
;
PC(max) = (20V)(50mA) = 300mW
เมื่อทราบค่า
PC (max) ก็จะสามารถเขียนเคอร์ฟกำลังสูญเสียสูงสุดที่มีความสัมพันธ์กับเส้น
แนวตั้งของเคอร์ฟที่ตำแหน่ง
VCE(sat)และ VCE(max) ได้โดยเลือกค่า
VCE และ IC ที่เหมาะสมแล้วแทนลงในสมการ
PC(max) = VCE IC สมการที่ 12
สำหรับกรณีนี้
 
;
PCman = VCEIC = 300mW
เลือกค่า IC(max)
= 50 mA และแทนค่าลงในสมการข้างต้น
 
; &n
bsp;
VCEIC = 300 mW
 
;
VCE(50 mA) = 300 mW
 
; &n
bsp;
VCE = 6V
 
;
เลือกค่า VCE(max)
= 20V แทนค่าลงในสมการเดิม
 
; &n
bsp;
(20V)IC = 300mW
 
; &n
bsp;  
;
IC = 15mA
 
;
เลือกค่า IC
= 25 mA
 
; &n
bsp;
VCE(25mA) = 300mW
 
; &n
bsp;  
;
VCE = 12V
จากค่าที่ได้นำมาเขียนเคอร์ฟ PC(max)เป็นเส้นโค้งประ สำหรับบริเวณคัตออฟคือบริเวณที่ IC มีค่าเท่ากับกระแสรั่วไหล(ICO) เป็นบริเวณที่ไม่เหมาะสม กับการใช้งาน เพราะจะทำให้ได้สัญญาณเอาต์พุตที่เพี้ยนหรือบิดเบี้ยว ส่วนบริเวณที่อยู่ภายในกรอบเส้นประ เรียกว่า บริเวณแอกตีฟ ถ้าต้องการให้ทรานซิสเตอร์ ทำงานในบริเวณดังกล่าวต้องมี